Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts

13 อาหารยอดแย่..ที่มีแต่สารเคมีและควรหลีกเลี่ยงตลอดชีวิต

นักโภชนาการส่วนใหญ่จะบอกกับคุณว่าพวกเขาคือผู้ที่คอยแนะนำพฤติกรรมการกินที่เหมาะสม รวมถึงจัดตารางการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้กับผู้คนมากมาย และพวกคุณรู้ไหมว่ามีอาหารบางชนิดซึ่งถูกนับว่าเป็นอาหารยอดแย่ที่ควรหลีกเลี่ยงตลอดชีวิต และนี่คือรายการอาหารที่นักโภชนาการจะไม่มีวันรับประทานมันเข้าไปอย่างเด็ดขาด..ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

หากใครที่ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ได้ ก็ขอให้ลดประมาณการรับประทานให้น้อยลงเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวค่ะ




1. อาหารแปรรูป/อาหารกระป๋อง


พวกเขาจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของสารเพิ่มความข้นหนืด น้ำตาล และวัตถุกันเสียหรือสารกันบูดทั้งหลายแหล่ รวมถึงอาหารกระป๋องที่เรียงรายอยู่บนชั้นวางในซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วย นักโภชนาการขอแนะนำให้เรารับประทานอาหารที่ปรุงสดใหม่ แทนที่จะเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโซเดียมและสารกันบูด

2. ครีมเทียม





เนื่องจากครีมเทียมไร้ซึ่งสารอาหารที่มีประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น แถมยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย

3. อาหาร GMOs

ถ้าเป็นการโต้วาทีเรื่องอาหารดัดแปลงพันธุกรรมหรือ GMO เหล่านักโภชนาการทั้งหลายขออยู่ข้างฝ่ายค้านจะดีกว่า และอยากให้พวกเราทุกคนหันมาเลือกรับประทานอาหารออร์แกนิคที่ทั้งสะอาด ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพมากมาย และยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

4. เปปเปอร์โรนี



การโรยหน้าพิซซ่าด้วยผักที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางสารอาหาร ย่อมดีกว่าเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปมากเกินไป

5. น้ำอัดลมสูตรน้ำตาลน้อย

ผู้ที่นิยมดื่มน้ำอัดลมสูตรไดเอทมีแนวโน้มที่จะชอบรสหวาน แต่ต้องเป็นความหวานที่ไม่เพิ่มน้ำตาลหรือแคลอรี่ให้กับร่างกายด้วยนะ แต่น่าเสียดายที่รสหวานมักจะมาพร้อมกับการรับประทานน้ำตาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอแนะนำให้คุณค่อยๆ ลด ละ เลิกน้ำอัดลมสูตรไดเอทและเปลี่ยนไปลองชาเขียวเย็นแทน หรือคลับโซดาบีบมะนาวก็ได้ เพราะน้ำอัดลมสูตรไดเอทคือสารเคมีล้วนๆ และไม่ได้ช่วยทำให้คุณหลีกเลี่ยงแคลอรี่ได้ในระยะยาว

6. เชอร์รี่เชื่อม

ทั้งน้ำตาล สารเคมี และสีสังเคราะห์จะทำลายสุขภาพของคุณเป็นอย่างมาก

7. ซีเรียลกับนมไร้ไขมัน

ซีเรียลส่วนใหญ่จะอุดมไปด้วยน้ำตาลและขาดโปรตีนกับเส้นใยอาหาร ขณะที่นมไร้ไขมันคือสิ่งที่นักโภชนาการจะเลี่ยงเท่าที่จะเลี่ยงได้ เพราะนอกจากรสชาติไม่ได้อร่อยเท่ากับนมปกติแล้ว แต่อันที่จริงไขมันคือส่วนประกอบที่สำคัญมากในอาหารแต่ละมื้อ การดื่มนมคุณภาพดีซึ่งเต็มไปด้วยไขมันจะให้ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางสารอาหารอย่างครบถ้วนอีกด้วย





8. น้ำอัดลม

น้ำอัดลมก็คือลูกอมในรูปของเหลวดีๆนี่เอง ไร้ซึ่งคุณค่าทางสารอาหารอย่างแน่นอน

9. ขนมกรุบกรอบรสผลไม้

ขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบส่วนใหญ่จะมีปริมาณแคลอรี่ที่สูงมากและเต็มไปด้วยสารเคมี แต่ถ้าเป็นขนมรสผลไม้ล่ะ? คราวนี้ยิ่งแล้วกันไปใหญ่ เพราะมันมีแต่เกลือ สารเคมี และสีสังเคราะห์ทั้งนั้น ทิ้งลงถังขยะไปเถอะ!

10. สารเพิ่มความหวาน

คงไม่มีนักโภชนาการคนไหนกล้าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับการบริโภคอาหารที่มีแต่สารแปลกปลอมและไร้ซึ่งคุณค่าทางสารอาหาร ที่สำคัญร่างกายของทุกคนก็ไม่ได้ชอบมันหรอกนะ มันทำลายสุขภาพเรามากๆเลย

11. เบคอน

เบคอนมีไขมันอิ่มตัวและโซเดียมสูง บอกแค่นี้ก็ไม่น่าลองแล้วล่ะ

12. ฮอทด็อก





เนื้อสัตว์แปรรูปกับสารกันบูด แถมไม่ค่อยมีโปรตีนอีกด้วย ไม่เอาล่ะขอบคุณ!

13. เครื่องดื่มที่ให้รสหวาน

ยกตัวอย่างเช่น ชา กาแฟ และน้ำผลไม้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ให้คุณค่าทางสารอาหารต่ำเมื่อเทียบกับการทานผลไม้สดๆ แคลอรี่ก็สูงปรี๊ด ทั้งหวาน ทั้งมัน แถมไม่ได้ช่วยให้อิ่มท้องสักเท่าไหร่ เพราะยังไงคุณก็ยังต้องทานอาหารมื้อเที่ยงอยู่ดี 

ที่มา issue247.com

ลดน้ำหนัก 40 กิโลใน 3 เดือน เป็นสูตรที่ง่ายไม่ต้องอดอาหาร(ไม่ต้องใช้ยา)







ต้องขอเกรินก่อนะคะ ว่าดิชั้นลดไป 30 กิโลใน 2 เดือน และลดอีก 10 กิโลใน 1 เดือนสุดท้ายคะ (ปล ดิชั้นเป็นเกย์นะคะ อิอิ ตอนนั้นหนัก 108 กิโลกรัม สูง 180 cm คะ)

สำหรับสูตรก็คือ ให้ซื้อแตงโมตุนไว้เยอะๆๆคะ ซื้อก่อนเข้าทำงานหลายๆถุงเลยคะ แล้วก็เอาไปแช่ช่องแช่แข็ง(เป็นไอติมอร่อยๆๆคะ)หรือตุ็เย็นไว้คะ

มื้อเช้า





ก็ให้ทานแตงโมเย็นๆกับน้ำเปล่าเยอะๆๆนี้แหละคะ หิวเมือไรก็คว้าแตงโมเข้าปากคะ ที่ให้ทานแตงโมเพราะว่า แตงโมมีรสหวาน เพราะมีน้ำตาลโมเลกุลเล็กคะ ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว แล้วในการทำงานนั้น สมองต้องการน้ำตาลด้วยคะ (สมองคนเราต้องการน้ำตาลวันละ 120g นะคะ ฉะนั้นการอด crab เลยจะแย่ต่อสมองมากๆๆ รวมถึงในสมองก็มีน้ำอยู่เป็นส่วนประกอบหลัก ฉะนั้นทานน้ำเยอะๆๆคะ แถมการทานน้ำเย็น จะช่วงเพิ่มแมตตาบอริซึม หรือ การเผาพลาญ เพราะร่างกายต้องพยายามรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ที่ 37 องศานะคะ ก็จะนำพวกไขมันส่วนเกินออกมาเผา ให้ร่างกายเกิดความร้อน เพื่อคงอุณหภูมิ นะคะ แถมกินน้ำเยอะ ต้องเดินไปฉี่บ่อย เวลาเดิน ก็ได้ออกกำลังกายด้วยนะคะ 5555 ห้ามอั้นปัสสาวะ นะคะ จะเป็นกระเพราะปัสสาวะ อักเสบได้คะ อันตรายมากๆๆๆ เดินบ่อยหน่อยก็ถือว่าออกกำลังกายนะคะ อิอิอิ)



ถ้าเบื่อแตงโม ให้ทาน ชมพู่ แทนได้คะ แต่ห้ามทานผลไม้เนื้อแน่นๆเป็นแป้ง พวก มะม่วง ฝรั่ง เพราะมันจะให้พลังงานสูงกว่าคะ เพราะสูตรของดิชั้น คือจะให้กินแตงโมทั้งวันคะ หิวเมื่อไร ก็แตงโมเมื่อนั้น

จากที่หามา เค้าบอกว่า แตงโม 100g ให้พลังงานแค่ 8 Kcal เองคะ ฉะนั้น กินแตงโม 1 กิโล เพิ่งได้พลังงานแค่ 80 Kcal เอง ไม่อ้วนแน่นอนคะ (ผุ้หญิงใช้พลังงานวันละประมาณ 1500 Kcal) ฉะนั้น ถ้าจะลดความอ้วน ก็ไม่ควรจะกินเกิน 1000 kcal นะคะ น้ำหนักที่หายไป 1 kg เท่ากับ 7700 Kcal นะคะ อันนี้หามาจาก net คะ

ถ้าคนน้ำหนักเยอะก็จะยิ่ง ใช้พลังงานเยอะขึ้นต่อวันคะ ก็จะทำให้ ช่วงแรกๆๆ ลดลงเร็วมาก แต่หลังๆๆจะลดช้าลง ก็ไม่ต้องเครียดว่าทำไมหลังๆๆไม่ลดนะคะ มันต้องใช้เวลานิดนึง

มื้อกลางวัน





มื้อกลางวัน ให้ทาน เกาเหลา ไม่ใส่หอมเจียว นะคะ หรือถ้ามีร้านส้มตำ ก็ ส้มตำเลยคะ ไก่ย่างเลยคะ หรือสเต็กปลา ก็ได้ แต่อย่าทาน คาร์โบไฮเดรตคะ สูตรนี้จะรับ คาร์โบไฮเดรต จาก แตงโม เท่านั้นนะคะ ห้ามทานของทอดด้วยคะ เพราะน้ำมันนี้มันอันตรายมากกกกกกกกกกกกก แล้วก็ห้ามทานหนังสัตว์

บ่ายๆ

แอบหิวตอนบ่ายกันใช่ไหมคะ เดินไปตู้เย้นเลยค้า แตงโม เจ้าเก่า อิอิอิ

เย็น

ตอนเย็นนี้กลับมาบ้านให้กินไข่ต้มคะ2-3ฟอง กินไข่แดงได้คะ ไม่ต้องเอาออกนะคะ เพราะไขมันในไข่แดงเป็นไขมันธรรมชาติ ร่างกายจะนำไปใช้คะ เช่นการสร้างวิตามิน D คะ แถมเคยอ่านเจอว่า ในไข่แดงมีสารลดไขมันในหลอดเลือดด้วยคะ


ไข่ต้ม 1 ฟองให้พลังงาน 75 Kcal โดยประมาณคะ
แต่ถ้าไข่ดาว 1 ฟอง ก็ 150 Kcal
ถ้าไข่เจียว 1 ฟองก็ 250 Kcal คะ

เห็นไหมคะ น้ำมันนี้มันน่ากลัวมากคะ
จะทานไข่ต้มกับสลัดก็ได้นะคะ แต่น้ำสลัดขอแบบญี่ปุ่นนะคะ อิอิอิ แล้วก็ไม่ใส่ ขนมปังอบนะคะ

ถ้าตลอดทั้งวันนี้มีตอนไหนหิวๆๆ ก็รีบกินแตงโมนะคะ ก่อนจะเผลอไปกินอย่างอื่น แล้วมานึกได้ที่หลัง

ห้ามกินกาแฟคะ เพราะให้พลังงานสูงมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จากพวก นม น้ำตาล นมค้นหวาน ครีม ไรพวกนนี้อะคะ เห็นเค้าว่า เท่ากับข้าว 2 มื้อเลยคะ





**** เครื่องดื่มตลอดการลดน้ำหนักต้องเป็นน้ำเปล่า หรือ pepsi max นะคะ ****

ควรมีช่วง promotion ให้ตัวเองด้วยคะ เช่น ลดครบ 10 กิโลกรัม รับไปเลย บูลเบอรี่ชีสเค้ก 1 ชิ้น อะไรแบบนี้ ไม่งั้น ตายแน่คะ มันต้องมีพักกันบ้าง เช่น 7 วัน พัก 1 มื้อ กินอะไรก็ได้ตามใจเรา อะไรแบบนี้อะคะ สู้ๆๆนะคะ อิอิอิ

ที่มา จากคุณ : sukritudom สมาชิกเว็บไซต์ pantip.com

ไอเดียสำหรับคนงบน้อย! รีวิว สร้างบ้านโครงเหล็ก หลังเล็ก ด้วยงบไม่เกิน 2 แสน

ไอเดียสำหรับคนงบน้อย! รีวิว สร้างบ้านโครงเหล็ก หลังเล็ก ด้วยงบไม่เกิน 2 แสน





ในทางสมุนไพรพอช่วยได้







      โดยให้เอา ต้นและใบของ “สาบเสือ” ไม่รวมราก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแห้ง นำไปคั่วไฟอ่อนๆ จนให้มีกลิ่นหอมโชยขึ้นจมูก ผึ่งให้เย็น ชงกับน้ำร้อนดื่มเป็นน้ำชา 3 เวลา เช้า กลางวัน และเย็น ครั้งละ 1 แก้ว ชงดื่มทุกวัน จะช่วยให้อาการของโรคไตขั้นแรกค่อยๆดีขึ้นหรืออาจหายได้







5 สูตรสมุนไพร..รักษาโรคเก๊าท์ ล้างกรดยูริก!!







สมุนไพรกินรักษาโรคเก๊าท์ เพื่อล้างกรดยูริก อาหารที่ควรงด อาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน กะปิ ชะอม กระถิน สะเดสมุนไพรกินรักษาโรคเก๊าท์ เพื่อล้างกรดยูริก อาหารที่ควรงด อาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน กะปิ ชะอม กระถิน สะเดา

สมุนไพรสูตร 1 : ใบรางจืด 5 ใบ + ใบเตย 5 ใบ ต้มน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน จะช่วยลดการเป็นเก๊าท์ – รูมาตอยด์ (สูตรนี้ลดหินปูนได้ดีที่สุด)

มะละกอดิบ
thaiselect.com

       สมุนไพรสูตร 2 : มะละกอดิบ 1 ลูก เอาเมล็ดออก (แต่ไม่ปลอกเปลือก) ล้างให้สะอาด หั่นเป็นทอนๆ ต้มน้ำ 3 ลิตร ดื่มทุกวันอาการปวดลดลงจนหาย





ยอดมะรุม

marumoil.com

       สมุนไพรสูตร 3 : ยอดมะรุมสดๆ 3 ยอด ต้มน้ำ 2 ลิตร ต้มน้ำดื่มทุกวัน ลดอาการเก๊าท์ได้

ใบยอ

     สมุนไพรสูตร 4 : ใบยอ 4 ใบ + มะตูมแห้ง 1 แว่นย่างไฟให้เหลือง นำมาต้มกับน้ำ 3 ขวด เคี่ยวให้เหลือ 2 ขวด ดื่มกินต่างน้ำทุกวันจนกว่าจะหาย

น้ำมะกรูด

ytimg.com

       สมุนไพรสุตร 5 : น้ำมะกรูด ผสมน้ำผึ้งนิดเดียว แล้วเอาน้ำอุ่นเติมใส่ไม่ต้องมาก หรือน้ำเย็น ผสมแล้วนำมาดื่ม ใช้เวลาประมาณเดือนครึ่ง ดื่มทุกวันช่วยได้ครับ





ใบย่านาง

tlcdn3.com

       อาหารที่ช่วยลดอาการเก๊าท์
       1.ใบมะรุม ลวกจิ้มน้ำพริก
       2.ลูกเดือยต้มกับข้าวเจ้า แบบข้าวต้ม ทานประจำ
       3.ใบรางจืด + ใบเตย ต้มน้ำดื่มประจำนะคะ
       4.ใบย่านางสดวันละ 10 ใบ





ขอขอบคุณเนื้อหาจาก:facebook.com:permalink

เผยสูตรลับ หญิงวัย 62 ปี รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยใบมะละกอสด







เป็นวิทยาทาน หญิงวัย 62 ปี รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยใบมะละกอสด

สตรีวัย 62 ปี ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ เนื่องจากสภาพหัวใจไม่เอื้ออำนวยคณะแพทย์จึงแนะนำให้ดื่มสารสกัดมะละกอชนิดเข้มข้น
 
Photo By ranchodelicioso.com
 




ครั้นเวลาผ่านไป 5 - 6 วัน อาการปวดของเธอบรรเทาลง 3 เดือนต่อมา อาการท้องอืดและอาการอาเจียนของเธอก็หยุดลง และเมื่อดื่มครบ 1 ปี เนื้องอกก็แทบไม่เหลือร่องรอยให้ตรวจพบอีกเลย

สำหรับการทำใบมะละกอสกัด ก็ไม่ยุ่งยากเพียงคัดใบมะละกอที่มีขนาดปานกลางไม่อ่อนและแก่เกินไปประมาณ 7 ใบนำมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปตากแห้งพอหมาดๆแล้วนำมาหั่น เป็นฝอยๆ 


Photo By papayaleaf.com





จากนั้นนำไปวางในกระทะแล้วเติมน้ำลงไปประมาณ 2 ลิตร ต้มให้เดือดโดยตั้งไฟอ่อนๆ ไม่ต้องปิดฝาต้มจนน้ำในกระทะเหลือเพียงครึ่งเดียว 

แล้วนำมากรองเอาน้ำใส่ขวดปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 3-4 วัน หากสีเริ่มขุ่นข้นแสดงว่าใช้ไม่ได้แล้ว ปริมาณการใช้ 3 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง จะดื่มโดยลำพัง หรือผสมน้ำผลไม้ก็ได้ 





Photo By www.nlm.nih.gov
 


บทความจาก...... นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี / แพทย์แผนไทย


ต้องลอง!! วิธีนวดฝ่าเท้า เลิกบุหรี่และลดไมเกรน ทำแล้วเห็นผลจริง…







หมอนวดเท้าแนะวิธีนวดกดจุดสำหรับคนอยากเลิกสูบบุหรี่ เผยเป็นศาสตร์ปรับสมดุลในร่างกาย ทำได้เองที่บ้าน นวดเพียง 5 ครั้งเริ่มเห็นผล กลับมาสูบอีกรู้สึกขม-เหม็นบุหรี่ เตรียมร่วมมือ รพ.รามาฯ เปิดให้บริการ

นายธนัท ดลอัมพรพิศุทธิ์ หมอนวดเท้า และประธานชมรมพัฒนาสุขภาพชุมชนเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ เปิดเผยว่า นวดเท้ากดจุดสามารถเลิกบุหรี่ได้โดยใช้ศาสตร์การนวดกดจุดสะท้อนเท้าที่เป็นศาสตร์ของจีน หรือที่เรียกอีกชื่อว่า แพทย์ทางเลือกช่วยเลิกบุหรี่ ที่สามารถทำเองได้ภายในครอบครัว การนวดจุดที่เท้าจะทำให้กระตุ้นการทำงานของจมูก ลำคอ ปอดและการรับรู้กลิ่น การนวดในตำแหน่งต่างๆ ที่เท้าจึงสามารถวินิจฉัยได้ว่า ส่วนใดของร่างกายเกิดความไม่สมดุล และจะไปปรับการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างน่าอัศจรรย์





นายธนัทกล่าวว่า การนำศาสตร์นี้มาประยุกต์ใช้กับผู้ต้องการเลิกบุหรี่นั้นเริ่มพิจารณาจากที่เราเห็นว่า สารนิโคติน เป็นสารหลักที่จะไปกระตุ้นการทำงานของสมองให้หลั่งสารเคมีออกมา เมื่อหลั่ง

สารเคมีออกมาแล้วจะทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่บ่อยๆ จะเห็นว่ามีความต้องการเพิ่มปริมาณสารนิโคตินมากขึ้นเรื่อยๆ พิษของบุหรี่จะเข้าไปทำลายอวัยวะต่างๆ ของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า การนวดช่วยกระตุ้นให้อวัยวะแข็งแรง เช่น ระบบการหายใจ ระบบการรับรู้กลิ่น เมื่อคนติดบุหรี่ได้รับการนวดประมาณ 5 ครั้ง เมื่อกลับมาสูบอีกครั้งจะมีรสชาติขมและสัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่

208

“เมื่อสูบบุหรี่แล้วมีรสขม ก็จะทำให้คนที่มีใจอยากเลิกบุหรี่ก็สามารถทำได้อย่างแน่นอน นอกจากจะทำให้เลิกบุหรี่ได้แล้วยังช่วยลดอาการเครียด นอนไม่หลับ ไมเกรน หรือผู้หญิงมีบุตรยากเพราะมีปัญหาทางระบบสืบพันธุ์ การนวดกดจุดสะท้อนเท้าจะไปกระตุ้นให้อวัยวะต่างๆ ที่สัมพันธ์กับร่างกายกลับมาทำงานได้ดี”

ประธานชมรมพัฒนาสุขภาพชุมชนฯ ระบุว่า จุดที่ควรนวดเลิกบุหรี่คือ

1.ด้านบนนิ้วโป้งที่ติดกับนิ้วชี้




2.อยู่ที่ปลายเท้าของทุกนิ้ว
3.โคนด้านในของนิ้วโป้งที่ติดกับนิ้วชี้
4.ในสี่เหลี่ยมด้านนอกทั้งบนและล่างของนิ้วโป้ง
5.ด้านข้างด้านในของนิ้วโป้งที่ติดกับนิ้วชี้
6.ด้านข้างด้านนอกของนิ้วโป้ง
7.บริเวณข้องอหรือข้อพับของนิ้วโป้ง
8.บริเวณเนินเนื้อใต้นิ้วทั้ง 4 นิ้ว
9.ระหว่างร่องนิ้วโป้งและร่องนิ้วชี้
10.ระหว่างร่องนิ้วโป้ง และร่องนิ้วชี้จะอยู่บริเวณโคนนิ้วโป้ง

นอกจากการนวดกดจุดไม่ใช่เพียงเพื่อช่วยเลิกบุหรี่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการฟื้นฟูสร้างเสริมสุขภาพหลังจากที่เลิกบุหรี่แล้วอีกด้วย





“จากการทดลองให้ผู้ติดบุหรี่ที่ยังไม่ต้องการเลิกบุหรี่กดจุดสะท้อนเท้า พบว่าเมื่อนวดเท้าไป 15 ครั้งทำให้ความอยากบุหรี่ลดน้อยลง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในการทดลองจะไม่บอกว่านี่คือวิธีการนวดเลิกบุหรี่ แต่เมื่อการนวดผ่านไปให้กลุ่มผู้ทดลองกรอกแบบสอบถาม ซึ่งส่วนใหญ่บอกว่าอาการอยากสูบบุหรี่ลดลง ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการนวดเลิกบุหรี่จำนวน 11 คน และมี 7 คนที่นวดกดจุดเพียง 10 ครั้ง ก็สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้เด็ดขาด” นายธนัทกล่าว และว่า เปิดให้บริการ ณ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล ในเร็วๆ นี้จะร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดี ในการจัดโครงการนวดเลิกบุหรี่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแพทย์ทางเลือกสำหรับผู้ต้องการเลิกบุหรี่.

ขอขอบคุณที่มา : kaijeaw.com/นวดฝ่าเท้า/


สำหรับใครที่ชอบดื่ม "นม" มาดูกันว่านมสดแท้ไม่ผสมผงในไทยมียี่ห้อไหนบ้าง







นมสดแท้ไม่ผสมนมผงคือนมจิตรลดาและนมไทย-เดนมาร์ค หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อนเลยว่านมUHTที่ขายในท้องตลาดมีสองชนิดคือ

1.ชนิดที่ทำมาจากนมผงคืนรูป (นำเข้านมผงมาจากต่างประเทศราคาถูกกว่าเน้นโฆษณาในทีวีบ่อยๆ จนคนรู้จัก)

2.ชนิดที่ทำมาจากนมโคสดโดยไม่ผ่านการทำเป็นผงก่อน (ราคาสูงกว่าผลผลิตของเกษตรกรไทยในประเทศ)โดยทุกยี่ห้อเขียนข้างกล่องว่า ส่วนประกอบจากนมโคสดแท้ 100% แทบทั้งนั้น ทั้งที่จริงมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแต่ถูกการละเลยตรวจสอบจากทางภาครัฐ ชนิดที่ผลิตด้วยนมโคสดนั้น คุณค่าทางอาหารสูงกว่าและสิ่งปลอมปนมักน้อยกว่านมUHTที่ทำจากนมผงชงน้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ วิธีการทดสอบนมสดว่ามาจากนมผงหรือไม่ คุณก็สามารถทดสอบได้

วิธีการตรวจสอบนมสดUHTและพาสเจอร์ไรส์ ว่าทำมาจาก"นมผงชงน้ำ"หรือนมสดแท้

1) เทนมที่ต้องการตรวจสอบใส่ในแก้วใสผิวเรียบง่ายแก่การมองเห็น





2) เอียงแก้วนมให้ได้มุมเอียง และพลิกกลับมาตั้งตรง

3)สังเกตคราบนมที่ทิ้งล่องลอยไว้ข้างแก้ว

"ถ้าเป็นนมที่ผลิตจากนมสดแท้จะทิ้ง คราบนมที่ข้างแก้วอย่างเห็นได้ชัด ดังรูป 3 แต่ถ้าเป็นนมที่ผลิตจากนมผงชงน้ำ จะไม่ทิ้งคราบนมแบบนี้ไว้เลย จะไหลเหมือนน้ำตามปกติ

ซึ่งถ้าซื้อผลิตภัณฑ์ทำจากนมสดแท้ จะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และเป็นการช่วยส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงโคนมในประเทศเราด้วย
ลองไปทดสอบเปรียบกันดู

(ข้อมูลวิธีตรวจสอบนมจาก นักโภชนาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในงานเกษตรแฟร์ 2552)

(น่าเศร้าใจที่ว่าส่วนการตลาดของนม ที่ขายดีที่สุดกลับไม่ใช่นมจิตรลดาและนมไทยเดนมาร์ก ซึ่งเป็นนมโคสดแท้ไม่มีการใช้นมผงนำเข้าจากต่างประเทศมาชงน้ำเพื่อลดต้นทุน)

นี่คือนมสดแท้ ไม่ผสมผง





https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjpDDz7e1i90RhFCouy89PKLCvl3WoJi0qLy7mJTdhMFmJ3XHFtkPuIJAlWLc3xJdYcCqZqPQMBT5K_C6APMwLxPgVFlhGTMXGknqqJpOVv_ztwdzmfURl8Xqjbvrx4i6avpkcWmbhQ8AuK/s400/

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj3e7syhjk4cwUUbNZSIrSkG0pnwPholsAcLE0boPCwzY-kYFTWyFlUBVe-JMQWU7lkea-6l3V96denIAPiWoYTcOiVp56PCRD9ELCoEqhsq9ZoseWnwhZqJfCxL1JRAQlvD7YFll-aqZ_h/s400/

เรามาช่วยอุดหนุนดื่มนมสดแท้ในประเทศที่มาจากเกษตรกรชาวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์แล้ว(จิตรลดาและไทยเดนมาร์ก)เราจะได้ทั้งคุณภาพและยังได้ช่วยเหลือเกษตรไทยด้วย





ข้อมูลและภาพ Facebook Suchart Chariyalertsak

ติดเชื้อในกระแสเลือดอันตราย มีลูกต้องระวัง



เรื่องราวความน่ากลัวของการติดเชื้อในกระแสเลือดครั้งนี้เป็นเรื่องของ คุณแม่ส้ม และน้องหวานหวาน (Noo Sompan) ที่อนุญาตให้ Momypedia นำเรื่องราวของน้องหวานหวานมานำเสนอ




คุณแม่ส้มเราให้ฟังว่าพาลูกไปโรงพยาบาลเพราะคิดว่าน้องเป็นหวัด เพราะน้ำมูกไหล ไอ ตัวร้อน เมื่อมาถึงโรงพยาบาลคุณหมอบอกว่าน้องหอบต้องพ่นยา พ่นยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นจึงได้นอนโรงพยาบาล หลังจากหมอตรวจคืนแรกบอกน้องปอดบวม นอนคืนแรกไม่มีไข้ แต่เช้ามามีไข้สูงถึง 41.8 องศาฯ เกือบชัก พอหมอบมาตรวจตอนสายบอกน้องปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส

หลังจากตรวจเลือด ผลเลือดออกมาพบว่าน้องติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด คุณแม่ส้มได้เตือนแม่ๆ ว่าเด็กที่นอนห้องปรับอากาศ ห้องแอร์ หรือห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท เมื่อป่วย ร่างกายอ่อนแอ มีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดได้ง่ายค่ะ

ทีมงาน Momypedia ก็ขอให้น้องหวานหวาน หายป่วยและกลับมาร่าเริงแข็งแรงนะคะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่สงสัยว่า การติดเชื้อในกระแสเลือด เกิดจากอะไร อันตรายแค่ไหน เรามีเรื่องราวของสาเหตุการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด และการดูแลรักษาเมื่อลูกๆ ป่วยมาฝากกันค่ะ

การติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว จะสามารถช่วยได้นะคะ

สาเหตุการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด

การติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด สามารถติดเชื้อได้จากหลายสาเหตุค่ะ ซึ่งส่วนมากจะพบในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ โดยเชื้อมักจะแฝงตัว ถ้าไม่ได้รับการตรวจ และไม่ได้รับยาฆ่าเชื้อเร็วก็มีโอกาสเสียชีวิตได้เร็ว ส่วนใหญ่ของอาการติดเชื้อแบคทีเรีย คือมีไข้สูง ความดันตก ชีพจรเต้นเร็ว หรือมีอาการเหนื่อยหอบค่ะ
โดยสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เมื่อมีการติดเชื้อหรือสงสัยว่าอาจจะติดเชื้อ มีดังนี้




1. ปัจจัยเสี่ยง เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ขวบ มีโอกาสติดเชื้อแบบซ่อนเร้น คือติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดได้สูงกว่าเด็กโต หากมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น มีโรคประจำตัว เป็นเบาหวาน หรือเด็กที่ติดเชื้อ HIV ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายเช่นกัน

2. แหล่งที่มาของเชื้อแบคทีเรีย มาได้จากหลายทาง เช่น เด็กบางคนมีภาวะปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ เป็นสาเหตุให้มีไข้ และเชื้อก็เข้าสู่กระแสเลือดตามมา

โดยเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเกิดกับอวัยวะส่วนไหนของร่างกาย เช่น ถ้าเป็นระบบทางเดินหายใจ เชื้อแบคทีเรียก็จะอยู่ตามลำคอ หรือติดจากการไอจามใส่กัน

หากมาจากลำไส้ เด็กจะมีอาการลำไส้อักเสบมาก่อน ซึ่งเกิดจากการกินอาหารไม่สะอาด มีสารพิษปนเปื้อน เช่น จากเปลือกส้ม หรือสิ่งแวดล้อมรายรอบที่เด็กคลานเล่น นั่งเล่น เช่น เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในขี้จิ้งจก แมลงสาบ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดได้ทั้งสิ้นค่ะ

3. สัญญาณชี้โรค คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตสัญญาณบ่งชี้ว่าลูกรักกำลังมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ดังต่อไปนี้นะคะ

มีไข้ขึ้นสูง เกิน 39 องศา หากลูกอายุน้อยกว่า 1 ขวบ แล้วมีไข้ขึ้นสูง โดยไม่พบแหล่งที่มีของอาการชัดเจน เช่น ไม่พบว่ามีอาการหอบเหนื่อยชัดเจน หรือมีปัสสาวะอักเสบชัดเจน มีไข้สูงอย่างเดียว แต่ลูกมีอาการซึม อ่อนเพลียร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่ต้องพามาหาคุณหมอเพื่อตรวจอย่างละเอียดเพิ่มขึ้น

มีอาการผิดปกติอื่น ๆ เช่น ไข้ขึ้นสูง ตัวเย็น มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็ว หายใจหอบหืด หรือมีอาการตามระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น มีปอดอักเสบ ปัสสาวะกระปริบกระปรอย แสบขัด หรือปัสสาวะเปลี่ยนสี เป็นต้น ถ้ามีอาการเหล่านี้ต้องรีบมาหาคุณหมอโดยเร็วค่ะ

ติดเชื้อแบคทีเรีย รู้เร็ว รักษาเร็ว หายได้เร็ว

หากสงสัยว่าเป็น ขั้นแรกคุณหมอจะเพาะเชื้อในเลือด แล้วให้ยาเพื่อฆ่าเชื้อทันที ซึ่งสามารถลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน หรือการเสียชีวิตลงได้

การเพาะเชื้อใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน หรือ 48-72 ชั่วโมงค่ะ พอรู้แล้วว่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้ติดเชื้อเป็นชนิดไหน คุณหมอก็จะปรับยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะให้เหมาะสมอีกครั้ง และจะให้ยาต่อเนื่องอีกประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนใหญ่จะหายจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้




ป้องกันลูกจากติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด
 1. ให้นมแม่ ซึ่งช่วยป้องกันลูกน้อยจากการติดเชื้อต่าง ๆ ได้ดีที่สุดในช่วง 6 เดือนแรก เพราะถ้าคุณแม่ให้นมแม่ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ลูกก็จะมีภูมิคุ้มกันเรื่องการติดเชื้อในลำไส้ได้
2. ฉีดวัคซีนตามกำหนดที่คุณหมอนัด ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ รวมทั้งวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ก็ช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียบางชนิดร่วมด้วยได้
3. การดูแลสภาพแวดล้อม และดูแลอาหารให้สะอาด ให้ถูกสุขอนามัยก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น ไข่ก็ควรเป็นไข่ที่ต้มสุก ภาชนะที่ใช้จะต้องผ่านการลวกนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อ รวมถึงของเล่นหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้านจะต้องทำความสะอาดเป็นประจำ เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรคค่ะ





จริง ๆ การรักษาใช้เวลาไม่นาน ลูกรักก็หายจากโรคนี้ได้แล้ว เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่จะต้องคอยเฝ้าระวังอาการป่วยเริ่มต้นที่อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดให้ได้เร็วที่สุดเท่านั้น

จาก : Facebook Noo Sompan
นิตยสารรักลูก 

วิธีการ…เพิ่มบุญให้เทวดา ที่อยู่ใกล้เรา (1 แชร์ เท่ากับ 1 ธรรมทาน)






วิธีการ…เพิ่มบุญให้เทวดา ที่อยู่ใกล้เรา (1 แชร์ เท่ากับ 1 ธรรมทาน)
    คนทั่วไปมักจะคำนึงถึง เทวดา หรือ เทพชั้นผู้ใหญ่ เช่น ท้าวเวสสุวัณ พระอินทร์ พระพิฆเนศวร พระอิศวร พระอุมา เป็นต้น
โดยลืมว่า ยังมีเทพ เทวา อีกบางส่วนที่อาศัย อยู่กับเราตลอด อีกทั้งคอยช่วยเหลือเราแทบทุกเวลา
ศาสตร์เหล่านี้คนโบราณ จะไม่ละเลย เเละใส่ใจปฏิบัติเป็นอย่างมาก มักจะเก็บดอกไม้สีขาว จำพวกดอกพุด ทำเป็นขันห้า บูชาที่หัวเตียง เสมอไม่เคยขาดทุกวันพระ




ความเชื่อโบราณที่ว่า บูชาของรักษา ของรักษาก็หมายถึงเทวดาที่รักษาเรานั่นเอง ท่านจะคอยดูแล เตือนภัยต่างๆให้ เทวดาที่เกี่ยวเนื่องกับคนมากที่สุด เช่น เทวดาประจำตัว เทวดารักษาวัตถุ สิ่งของ เช่น รักษาพระเครื่อง วัตถุมงคล ที่เราใช้ เทวดารักษาสถานที่ เช่น รักษาบ้านเรือน หรือเรียกว่าผีบ้านผีเรือนนั่นเอง พระภูมิเจ้าที่ เป็นต้น
วิธีการปฏิบัติ ดูแล หรือเพิ่มอิทธิฤทธิ์ให้เทวดา
    1. เราควรไหว้เทวดาประจำตัวด้วยบายศรีปากชามในวันเกิดของเรา อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
    2.ควรซื้อพวงมาลัย ไหว้หัวเตียงที่เรานอน ทุกวันพระ หรือเก็บดอกไม้ ใส่พานไว้หัวเตียง เพื่อเป็นการสักการะเทวดาที่รักษาเวลาเรานอน และบูชาเทวดาประจำตัวเรา เชื่อว่า หากมีเรื่องร้ายเทวดาจะมานิมิตบอกทันที และจะฝันแม่นมาก
    3.หาโอกาสทำบุญสังฆทาน ผ้าป่า กฐิน บุญใหญ่ๆ เช่น หล่อพระพุทธรูป บุญสร้างสะพาน สร้างสาธารณะกุศลที่คนได้ใช้มากๆ แล้วอุทิศกุศลให้เทวดา แล้วเทวดาเหล่านี้จะมีฤทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ จะช่วยดูแลเราได้มากขึ้น





คนสมัยใหม่ มักจะทำไม่เป็น ไม่คุ้นกับวิธีการ ลองทำดู พิสูจน์ดู เป็นความเชื่อที่หากใครปฏิบัติถูกต้องมักจะร่มเย็นเป็นสุข





Source: thaijobsgov

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราป่วยเป็นไข้เลือดออก สังเกตอาการและการรักษาที่ถูกต้อง






เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราป่วยเป็นไข้เลือดออก สังเกตอาการและการรักษาที่ถูกต้อง
ช่วงนี้ ปลายฝนต้นหนาว เรื่องของ โรคไข้เลือดออก กำลังระบาดหนัก ซึ่งเราจะได้ทราบข่าวสารอยู่เป็นประจำทุกวัน หากใครป่วยช่วงนี้ ก็ขอให้พึงระวัง และสังเกต ตัวเอง หรือ คนรอบข้างอย่างใกล้ชิดครับ แล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เรา หรือ คนรอบข้างที่ป่วย จะเป็น ไข้เลือดออกหรือไม่ วันนี้ www.tamsabye.com มีความรู้เกี่ยวกับ โรคไข้เลือดออก มาฝากเพื่อน ๆ ครับ “เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราป่วยเป็นไข้เลือดออก สังเกตอาการและการรักษาที่ถูกต้อง”
อาการทางคลินิกของโรคไข้เลือดออก
หลังจากได้รับเชื้อจากยุงประมาณ 5-8 วัน (ระยะฟักตัว) ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการของโรค ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกันได้ ตั้งแต่มีอาการคล้ายไข้เดงกี่ (dengue fever หรือ DF) ไปจนถึงมีอาการรุนแรงมากจนถึงช็อกและถึงเสียชีวิตได้ โรคไข้เลือดออกมีอาการสำคัญที่เป็นรูปแบบค่อนข้างเฉพาะ 4 ประการ เรียงตามลำดับการเกิดก่อนหลังดังนี้




1. ไข้สูงลอย 2-7 วัน
2. มีอาการเลือดออก ส่วนใหญ่จะพบที่ผิวหนัง
3. มีตับโต กดเจ็บ
4. มีภาวะการไหลเวียนล้มเหลว/ภาวะช็อก
อาการไข้ผู้ ป่วยโรคไข้เลือดออกทุกรายจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ไข้อาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งบางรายอาจมีชักเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชักมาก่อน หรือในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน ผู้ป่วยมักจะมีหน้าแดง (flushed face) และตรวจดูคอก็อาจพบมี injected pharynx ได้ แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการน้ำมูกไหลหรืออาการไอ ซึ่งช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคจากโรคหัดในระยะแรกและโรคระบบทางเดินหายใจได้ เด็กโตอาจบ่นปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา ในระยะไข้นี้ อาการทางระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย คือ เบื่ออาหาร อาเจียน บางรายอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งในระยะแรกจะปวดทั่วๆไปและอาจปวดที่ชายโครงขวาในระยะที่มีตับโต ส่วนใหญ่ไข้จะสูงลอยอยู่ 2-7 วัน ประมาณร้อยละ 15 อาจมีไข้สูงนานเกิน 7 วัน และบางรายไข้จะเป็นแบบ biphasic ได้ อาจพบมีผื่นแบบ erythema หรือ maculopapular ซึ่งมีลักษณะคล้ายผื่น rubella ได้
อาการเลือดออกที่ พบบ่อยที่สุดคือที่ผิวหนัง โดยจะตรวจพบว่าเส้นเลือดเปราะ แตกง่าย โดยการทำ tourniquet test ให้ผลบวกได้ตั้งแต่ 2-3 วันแรกของโรค ร่วมกับมีจุดเลือดออกเล็กๆกระจายอยู่ตามแขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ (melena) อาการเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนใหญ่จะพบร่วมกับภาวะช็อกในรายที่มีภาวะช็อก อยู่นาน
ตับโต ส่วนใหญ่จะคลำพบตับโตได้ประมาณวันที่ 3-4 นับแต่เริ่มป่วย ตับจะนุ่มและกดเจ็บ ภาวะช็อกประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรง มีภาวะการไหลเวียนล้มเหลวเกิดขึ้น เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอด/ช่องท้องมาก เกิด hypovolemic shock ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อมๆกับที่มีไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว เวลาที่เกิดช็อกจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ อาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 ของโรค (ถ้ามีไข้ 2 วัน) หรือเกิดวันที่ 8 ของโรค (ถ้ามีไข้ 7 วัน) ผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง เริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบา เร็ว ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงโดยมี pulse pressure แคบเท่ากับหรือน้อยกว่า 20 มม.ปรอท (ปกติ 30-40 มม.ปรอท) ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกส่วนใหญ่จะมีความรู้สติ พูดรู้เรื่อง อาจบ่นกระหายน้ำ บางรายอาจมีอาการปวดท้องเกิดขึ้นอย่างกะทันหันก่อนเข้าสู่ภาวะช็อก ซึ่งบางครั้งอาจทำให้วินิจฉัยโรคผิดเป็นภาวะทางศัลยกรรม ภาวะช็อกที่เกิดขึ้นนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง รอบปากเขียว ผิวสีม่วงๆ ตัวเย็นชืด จับชีพจรและวัดความดันไม่ได้ (profound shock) ความรู้สติเปลี่ยนไป และจะเสียชีวิตภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังเริ่มมีภาวะช็อก หากว่าผู้ป่วยได้รับการรักษาช็อกอย่างทันท่วงทีและถูกต้องก่อนที่จะเข้าสู่ ระยะ profound shock ส่วนใหญ่ก็จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ในรายที่ไม่รุนแรง เมื่อไข้ลดลงผู้ป่วยอาจจะมีมือเท้าเย็นเล็กน้อยร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของ ชีพจรและความดันเลือด ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในระบบการไหลเวียนของเลือด เนื่องจากการรั่วของพลาสมาออกไปแต่ไม่มากจนทำให้เกิดภาวะช็อก ผู้ป่วยเหล่านี้เมื่อให้การรักษาในช่วงระยะสั้นๆก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้ ยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไข้เลือดออก การรักษาโรคนี้เป็นการรักษาตามอาการและประคับประคอง ซึ่งได้ผลดีถ้าให้การวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก แพทย์ผู้รักษาจะต้องเข้าใจธรรมชาติของโรคและให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จะต้องมี nursing care ที่ดีตลอดระยะเวลาวิกฤตประมาณ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วของพลาสมา
การดูแลรักษาผู้ป่วย มีหลักปฏิบัติดังนี้
1. ในระยะไข้สูง บางรายอาจมีการชักได้ถ้าไข้สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีประวัติเคยชัก หรือในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน จำเป็นต้องให้ยาลดไข้ ควรใช้ยาพวกพาราเซตามอล ห้ามใช้ยาพวกแอสไพริน เพราะจะทำให้เกร็ดเลือดเสียการทำงาน จะระคายกระเพาะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญอาจทำให้เกิด Reye syndrome ควรให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราวเวลาที่ไข้สูงเท่านั้น (เพื่อให้ไข้ที่สูงมากลดลงเหลือน้อยกว่า 39 องศาเซลเซียส) การใช้ยาลดไข้มากไปจะมีภาวะเป็นพิษต่อตับได้ ควรจะใช้การเช็ดตัวช่วยลดไข้ด้วย




2. ให้ผู้ป่วยได้น้ำชดเชย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร และอาเจียน ทำให้ขาดน้ำและเกลือโซเดียมด้วย ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำผลไม้หรือ สารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) ในรายที่อาเจียนควรให้ดื่มครั้งละน้อยๆ และดื่มบ่อยๆ
3. จะต้องติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ตรวจพบและป้องกันภาวะช็อกได้ทันเวลา ช็อกมักจะเกิดพร้อมกับไข้ลดลงประมาณตั้งแต่วันที่ 3 ของการป่วยเป็นต้นไป ทั้งนี้แล้วแต่ระยะเวลาที่เป็นไข้ ถ้าไข้ 7 วันก็อาจช็อกวันที่ 8 ได้ ควรแนะนำให้พ่อแม่ทราบอาการนำของช็อก ซึ่งอาจจะมีอาการเบื่ออาหารมากขึ้น ไม่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเลย หรือมีอาการถ่ายปัสสาวะน้อยลง มีอาการปวดท้องอย่างกะทันหัน กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ควรแนะนำให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีที่มีอาการเหล่านี้
4. เมื่อผู้ป่วยไปตรวจที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ให้การรักษาได้ แพทย์จะตรวจเลือดดูปริมาณเกร็ดเลือดและ hematocrit และอาจนัดมาตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของเกร็ดเลือดและ hematocrit เป็นระยะๆ เพราะถ้าปริมาณเกร็ดเลือดเริ่มลดลงและ hematocrit เริ่มสูงขึ้น เป็นเครื่องชี้บ่งว่าน้ำเลือดรั่วออกจากเส้นเลือด และอาจจะช็อกได้ จำเป็นต้องให้สารน้ำชดเชย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะแรกที่ยังมีไข้ สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยให้ยาไปรับประทาน และแนะนำให้ผู้ปกครองเฝ้าสังเกตอาการตามข้อ 3 หรือแพทย์นัดให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลเป็นระยะๆ โดยตรวจดูการเปลี่ยนแปลงตามข้อ 4 ถ้าผู้ป่วยมีอาการแสดงอาการช็อก ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลทุกราย และถือเป็นเรื่องรีบด่วนในการรักษา





ที่มา :  healthy.moph


5 วิธีหลอกสมองให้ “กินน้อยลง” รู้ตัวอีกทีก็ผอมซะแล้ว!






เพราะเอาแต่กินตามใจปาก รู้ตัวอีกทีน้ำหนักก็ขึ้นหลายกิโลกรัมซะแล้วสิ! จะให้อดอาหารไปอย่างไม่รู้ทิศทางก็คงกลับมาอ้วนใหม่ในสามวันเจ็ดวัน อย่ากระนั้นเลย ต้องมีทริคซิกแซกกันบ้าง =w= เรากำลังหมายถึงทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับ ” สีของจานอาหาร ” ส่งผลต่อปริมาณอาหารที่กิน ( และน้ำหนัก ) นั่นเองค่ะ
การเล่นทฤษฎีสีทำให้สมองถูกหลอกเหมือนเล่นกล จานขนาดเดียวกันอาจหลอกตาให้ดู ” เล็กลง ” หรือ ” ใหญ่ขึ้น ” ได้ด้วยขนาดและสีสันของจาน ทำให้เธอกินอาหารได้มากขึ้นหรือน้อยลงตามลำดับอีกด้วยค่ะ
วันนี้เรามีบทความ ” 5 เคล็ดลับหลอกตัวเองว่ากำลังกินน้อย ” ที่ตีแผ่หลักการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา จะผอมเพรียวได้หุ่นสวยก็คราวนี้แหละ ไปอ่านกันรัวๆ ได้เลย!

1. ใช้แก้วใส่เครื่องดื่ม ( Tumbler ) สูงขึ้น แต่ปากแก้วแคบลง

1446789394-S001-4-2




มีงานวิจัยที่ใช้กลุ่มทดลองเป็นนักศึกษาชั้นมหาวิทยาลัย 198 คน และบาร์เทนเดอร์อีก 86 คนให้เทแอลกอฮอล์ปริมาณ 1.5 ออนซ์โดยไม่ใช้ถ้วยตวง พวกเขาพบว่า แม้แต่บาร์เทนเดอร์ที่ทำงานมานานแล้วยังใส่เหล้ามากกว่าที่ควรถึง 20. 5% ถ้าใช้แก้วทรงเตี้ยและกว้าง
ถ้าเธอใช้แก้วทรงสูง ปากแก้วแคบ สมองจะถูกหลอกว่าเทเครื่องดื่มน้อยลงกว่าเดิม ทำให้เธอได้รับพลังงานส่วนเกินน้อยลง ทำให้ผอมลงโดยปริยาย

2. ใช้จานที่ขนาดเล็กลงกว่าเดิม

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชื่อ American Journal of Preventative Medicine ที่ตีพิมพ์ในปี 2003 ผู้เชี่ยวชาญด้านสารอาหาร 85 คนกล่าวว่า กลุ่มทดลองที่ใช้ชามใบใหญ่ใส่ไอศกรีม จะตักขนมให้ตัวเองมากกว่าเดิมถึง 31% เทียบกับคนที่ใช้ชามใบเล็กกว่าค่ะ
ถ้ากลัวว่าตัวเองจะกินอาหารเยอะเกินไปโดยไม่ตั้งใจ ใช้จานและชามใบเล็กลงกว่าเดิมสิ! ข้อดีที่อยากกระซิบให้ดีใจคือ กระเพาะของเธอไม่รู้สึกถึงความแตกต่างหรอก งานวิจัยชิ้นเดิมค้นพบว่าผู้ใหญ่ที่กินซีเรียลในชามใบเล็กลง จะคิดว่าซีเรียลในนั้นมากกว่าที่กินจริงๆ ถึง 28% พลังแห่งภาพลวงตานี่ประมาทไม่ได้จริงๆ นะเนี่ย!!!




3. หากใช้จานใบเล็ก เลือกอาหารที่มี ” สีเดียวกัน ” กับสีจานอาหาร

Advertisement
1446789340-cocoa_20puff_20nutrition_20facts
ข้อนี้อาจเป็นทฤษฎีใหม่ แต่ลองดูก็ไม่เสียหายอะไรใช่ไหมล่ะคะ *_* มีผู้เชี่ยวชาญที่เสนอทฤษฎีให้ ” กินอาหารสีเดียวกับสีจาน ” ซึ่งได้ผลเสียด้วย
จากผลการทดลอง เมื่อนักวิจัยขอให้ผู้ทดสอบกิน  ” ซีเรียลสีขาว ” ในจานสีขาวใบเล็ก พวกเขาจะตักซีเรียลใส่จานน้อยกว่าผู้ทดสอบที่กิน ” ซีเรียลสีน้ำตาล ” ซึ่งเป็นสีตรงข้ามกับสีจานค่ะ เพราะถ้าทั้งสีจานและสีอาหารเป็นสีเดียวกัน เราจะเริ่มรู้สึกเบื่อและกินน้อยลงโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเป็นสีตรงกันข้ามจะยิ่งทำให้ต่อมอยากอาหารทำงานมากขึ้น กินเยอะขึ้นรัวๆ กันเลยทีเดียว

4. หากใช้จานใบใหญ่ เลือกอาหารที่มี ” สีตรงข้ามกัน ” กับสีจานอาหาร

มีงานวิจัยหนึ่งที่เผยแพร่ในปี 2011 กล่าวว่า กลุ่มผู้ได้รับการทดสอบที่ใช้จานสีขาว จะตักอาหาร ( พาสต้าไวท์ซอส ) ใส่จานมากกว่ากลุ่มที่ใช้จานสีแดง
ถ้าเธอต้องกินอาหารที่ใช้จานขนาดใหญ่ ใช้ทฤษฎีกินอาหารที่ ” สีตรงข้าม ” กับอาหารสิคะ สมองจะถูกหลอกว่ากินน้อยลง เพราะสีจานจะโดดเด้งออกมา ทำให้กินน้อยลง ผอมลงทันใจ

5. ใช้อุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร และผ้าปูโต๊ะที่สี ” ลวงตา “

 มีทฤษฎีหนึ่งกล่าวไว้ว่า การใช้ผ้าลินินปูโต๊ะที่มีสีสัน ช่วย ” อำพราง / หลอกตา ” ขอบหรือริมโต๊ะได้ ช่วยลดภาพลวงตาทางสายตา ทำให้เธอเห็นปริมาณอาหารอย่างที่มันควรจะเป็น แทนที่จะเปรียบเทียบกับขนาดของจาน ทำให้กินได้น้อยลงค่ะ
สีของผ้าปูโต๊ะก็สำคัญ! สีฟ้าทำให้ไม่อยากอาหาร ดังนั้นให้ปูโต๊ะด้วยผ้าสีฟ้า และอย่าใช้สีแดง เหลืองและส้ม เพราะจะกระตุ้นให้เธอกินเยอะขึ้นกว่าเดิมรัวๆ เลยล่ะค่ะ ( สังเกตสีโลโก้ของอาหารฟาสต์ฟู้ด มักใช้สีเหล่านี้เป็นหลักทั้งนั้นเลย )




เพียงมีเคล็ดลับ 5 ข้อนี้ ( ไม่จำเป็นต้องทำทุกข้อก็ได้ ) เธอก็สามารถหลอกสมองและกระเพาะให้กินน้อยลง หรือเรียกง่ายๆ ว่ามี ” สติ ” ในการกินมากขึ้นค่ะ แค่เธอเรียนรู้หลักจิตวิทยาและทฤษฎีสีพื้นฐาน ก็ทำให้เธอผอมลงได้แล้ว ><

ขอขอบคุณที่มา : http://sistacafe.com/summaries/4268