Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts

13 อาหารยอดแย่..ที่มีแต่สารเคมีและควรหลีกเลี่ยงตลอดชีวิต

นักโภชนาการส่วนใหญ่จะบอกกับคุณว่าพวกเขาคือผู้ที่คอยแนะนำพฤติกรรมการกินที่เหมาะสม รวมถึงจัดตารางการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้กับผู้คนมากมาย และพวกคุณรู้ไหมว่ามีอาหารบางชนิดซึ่งถูกนับว่าเป็นอาหารยอดแย่ที่ควรหลีกเลี่ยงตลอดชีวิต และนี่คือรายการอาหารที่นักโภชนาการจะไม่มีวันรับประทานมันเข้าไปอย่างเด็ดขาด..ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

หากใครที่ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ได้ ก็ขอให้ลดประมาณการรับประทานให้น้อยลงเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวค่ะ




1. อาหารแปรรูป/อาหารกระป๋อง


พวกเขาจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของสารเพิ่มความข้นหนืด น้ำตาล และวัตถุกันเสียหรือสารกันบูดทั้งหลายแหล่ รวมถึงอาหารกระป๋องที่เรียงรายอยู่บนชั้นวางในซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วย นักโภชนาการขอแนะนำให้เรารับประทานอาหารที่ปรุงสดใหม่ แทนที่จะเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโซเดียมและสารกันบูด

2. ครีมเทียม





เนื่องจากครีมเทียมไร้ซึ่งสารอาหารที่มีประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น แถมยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย

3. อาหาร GMOs

ถ้าเป็นการโต้วาทีเรื่องอาหารดัดแปลงพันธุกรรมหรือ GMO เหล่านักโภชนาการทั้งหลายขออยู่ข้างฝ่ายค้านจะดีกว่า และอยากให้พวกเราทุกคนหันมาเลือกรับประทานอาหารออร์แกนิคที่ทั้งสะอาด ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพมากมาย และยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

4. เปปเปอร์โรนี



การโรยหน้าพิซซ่าด้วยผักที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางสารอาหาร ย่อมดีกว่าเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปมากเกินไป

5. น้ำอัดลมสูตรน้ำตาลน้อย

ผู้ที่นิยมดื่มน้ำอัดลมสูตรไดเอทมีแนวโน้มที่จะชอบรสหวาน แต่ต้องเป็นความหวานที่ไม่เพิ่มน้ำตาลหรือแคลอรี่ให้กับร่างกายด้วยนะ แต่น่าเสียดายที่รสหวานมักจะมาพร้อมกับการรับประทานน้ำตาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอแนะนำให้คุณค่อยๆ ลด ละ เลิกน้ำอัดลมสูตรไดเอทและเปลี่ยนไปลองชาเขียวเย็นแทน หรือคลับโซดาบีบมะนาวก็ได้ เพราะน้ำอัดลมสูตรไดเอทคือสารเคมีล้วนๆ และไม่ได้ช่วยทำให้คุณหลีกเลี่ยงแคลอรี่ได้ในระยะยาว

6. เชอร์รี่เชื่อม

ทั้งน้ำตาล สารเคมี และสีสังเคราะห์จะทำลายสุขภาพของคุณเป็นอย่างมาก

7. ซีเรียลกับนมไร้ไขมัน

ซีเรียลส่วนใหญ่จะอุดมไปด้วยน้ำตาลและขาดโปรตีนกับเส้นใยอาหาร ขณะที่นมไร้ไขมันคือสิ่งที่นักโภชนาการจะเลี่ยงเท่าที่จะเลี่ยงได้ เพราะนอกจากรสชาติไม่ได้อร่อยเท่ากับนมปกติแล้ว แต่อันที่จริงไขมันคือส่วนประกอบที่สำคัญมากในอาหารแต่ละมื้อ การดื่มนมคุณภาพดีซึ่งเต็มไปด้วยไขมันจะให้ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางสารอาหารอย่างครบถ้วนอีกด้วย





8. น้ำอัดลม

น้ำอัดลมก็คือลูกอมในรูปของเหลวดีๆนี่เอง ไร้ซึ่งคุณค่าทางสารอาหารอย่างแน่นอน

9. ขนมกรุบกรอบรสผลไม้

ขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบส่วนใหญ่จะมีปริมาณแคลอรี่ที่สูงมากและเต็มไปด้วยสารเคมี แต่ถ้าเป็นขนมรสผลไม้ล่ะ? คราวนี้ยิ่งแล้วกันไปใหญ่ เพราะมันมีแต่เกลือ สารเคมี และสีสังเคราะห์ทั้งนั้น ทิ้งลงถังขยะไปเถอะ!

10. สารเพิ่มความหวาน

คงไม่มีนักโภชนาการคนไหนกล้าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับการบริโภคอาหารที่มีแต่สารแปลกปลอมและไร้ซึ่งคุณค่าทางสารอาหาร ที่สำคัญร่างกายของทุกคนก็ไม่ได้ชอบมันหรอกนะ มันทำลายสุขภาพเรามากๆเลย

11. เบคอน

เบคอนมีไขมันอิ่มตัวและโซเดียมสูง บอกแค่นี้ก็ไม่น่าลองแล้วล่ะ

12. ฮอทด็อก





เนื้อสัตว์แปรรูปกับสารกันบูด แถมไม่ค่อยมีโปรตีนอีกด้วย ไม่เอาล่ะขอบคุณ!

13. เครื่องดื่มที่ให้รสหวาน

ยกตัวอย่างเช่น ชา กาแฟ และน้ำผลไม้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ให้คุณค่าทางสารอาหารต่ำเมื่อเทียบกับการทานผลไม้สดๆ แคลอรี่ก็สูงปรี๊ด ทั้งหวาน ทั้งมัน แถมไม่ได้ช่วยให้อิ่มท้องสักเท่าไหร่ เพราะยังไงคุณก็ยังต้องทานอาหารมื้อเที่ยงอยู่ดี 

ที่มา issue247.com

ลดน้ำหนัก 40 กิโลใน 3 เดือน เป็นสูตรที่ง่ายไม่ต้องอดอาหาร(ไม่ต้องใช้ยา)







ต้องขอเกรินก่อนะคะ ว่าดิชั้นลดไป 30 กิโลใน 2 เดือน และลดอีก 10 กิโลใน 1 เดือนสุดท้ายคะ (ปล ดิชั้นเป็นเกย์นะคะ อิอิ ตอนนั้นหนัก 108 กิโลกรัม สูง 180 cm คะ)

สำหรับสูตรก็คือ ให้ซื้อแตงโมตุนไว้เยอะๆๆคะ ซื้อก่อนเข้าทำงานหลายๆถุงเลยคะ แล้วก็เอาไปแช่ช่องแช่แข็ง(เป็นไอติมอร่อยๆๆคะ)หรือตุ็เย็นไว้คะ

มื้อเช้า





ก็ให้ทานแตงโมเย็นๆกับน้ำเปล่าเยอะๆๆนี้แหละคะ หิวเมือไรก็คว้าแตงโมเข้าปากคะ ที่ให้ทานแตงโมเพราะว่า แตงโมมีรสหวาน เพราะมีน้ำตาลโมเลกุลเล็กคะ ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว แล้วในการทำงานนั้น สมองต้องการน้ำตาลด้วยคะ (สมองคนเราต้องการน้ำตาลวันละ 120g นะคะ ฉะนั้นการอด crab เลยจะแย่ต่อสมองมากๆๆ รวมถึงในสมองก็มีน้ำอยู่เป็นส่วนประกอบหลัก ฉะนั้นทานน้ำเยอะๆๆคะ แถมการทานน้ำเย็น จะช่วงเพิ่มแมตตาบอริซึม หรือ การเผาพลาญ เพราะร่างกายต้องพยายามรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ที่ 37 องศานะคะ ก็จะนำพวกไขมันส่วนเกินออกมาเผา ให้ร่างกายเกิดความร้อน เพื่อคงอุณหภูมิ นะคะ แถมกินน้ำเยอะ ต้องเดินไปฉี่บ่อย เวลาเดิน ก็ได้ออกกำลังกายด้วยนะคะ 5555 ห้ามอั้นปัสสาวะ นะคะ จะเป็นกระเพราะปัสสาวะ อักเสบได้คะ อันตรายมากๆๆๆ เดินบ่อยหน่อยก็ถือว่าออกกำลังกายนะคะ อิอิอิ)



ถ้าเบื่อแตงโม ให้ทาน ชมพู่ แทนได้คะ แต่ห้ามทานผลไม้เนื้อแน่นๆเป็นแป้ง พวก มะม่วง ฝรั่ง เพราะมันจะให้พลังงานสูงกว่าคะ เพราะสูตรของดิชั้น คือจะให้กินแตงโมทั้งวันคะ หิวเมื่อไร ก็แตงโมเมื่อนั้น

จากที่หามา เค้าบอกว่า แตงโม 100g ให้พลังงานแค่ 8 Kcal เองคะ ฉะนั้น กินแตงโม 1 กิโล เพิ่งได้พลังงานแค่ 80 Kcal เอง ไม่อ้วนแน่นอนคะ (ผุ้หญิงใช้พลังงานวันละประมาณ 1500 Kcal) ฉะนั้น ถ้าจะลดความอ้วน ก็ไม่ควรจะกินเกิน 1000 kcal นะคะ น้ำหนักที่หายไป 1 kg เท่ากับ 7700 Kcal นะคะ อันนี้หามาจาก net คะ

ถ้าคนน้ำหนักเยอะก็จะยิ่ง ใช้พลังงานเยอะขึ้นต่อวันคะ ก็จะทำให้ ช่วงแรกๆๆ ลดลงเร็วมาก แต่หลังๆๆจะลดช้าลง ก็ไม่ต้องเครียดว่าทำไมหลังๆๆไม่ลดนะคะ มันต้องใช้เวลานิดนึง

มื้อกลางวัน





มื้อกลางวัน ให้ทาน เกาเหลา ไม่ใส่หอมเจียว นะคะ หรือถ้ามีร้านส้มตำ ก็ ส้มตำเลยคะ ไก่ย่างเลยคะ หรือสเต็กปลา ก็ได้ แต่อย่าทาน คาร์โบไฮเดรตคะ สูตรนี้จะรับ คาร์โบไฮเดรต จาก แตงโม เท่านั้นนะคะ ห้ามทานของทอดด้วยคะ เพราะน้ำมันนี้มันอันตรายมากกกกกกกกกกกกก แล้วก็ห้ามทานหนังสัตว์

บ่ายๆ

แอบหิวตอนบ่ายกันใช่ไหมคะ เดินไปตู้เย้นเลยค้า แตงโม เจ้าเก่า อิอิอิ

เย็น

ตอนเย็นนี้กลับมาบ้านให้กินไข่ต้มคะ2-3ฟอง กินไข่แดงได้คะ ไม่ต้องเอาออกนะคะ เพราะไขมันในไข่แดงเป็นไขมันธรรมชาติ ร่างกายจะนำไปใช้คะ เช่นการสร้างวิตามิน D คะ แถมเคยอ่านเจอว่า ในไข่แดงมีสารลดไขมันในหลอดเลือดด้วยคะ


ไข่ต้ม 1 ฟองให้พลังงาน 75 Kcal โดยประมาณคะ
แต่ถ้าไข่ดาว 1 ฟอง ก็ 150 Kcal
ถ้าไข่เจียว 1 ฟองก็ 250 Kcal คะ

เห็นไหมคะ น้ำมันนี้มันน่ากลัวมากคะ
จะทานไข่ต้มกับสลัดก็ได้นะคะ แต่น้ำสลัดขอแบบญี่ปุ่นนะคะ อิอิอิ แล้วก็ไม่ใส่ ขนมปังอบนะคะ

ถ้าตลอดทั้งวันนี้มีตอนไหนหิวๆๆ ก็รีบกินแตงโมนะคะ ก่อนจะเผลอไปกินอย่างอื่น แล้วมานึกได้ที่หลัง

ห้ามกินกาแฟคะ เพราะให้พลังงานสูงมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จากพวก นม น้ำตาล นมค้นหวาน ครีม ไรพวกนนี้อะคะ เห็นเค้าว่า เท่ากับข้าว 2 มื้อเลยคะ





**** เครื่องดื่มตลอดการลดน้ำหนักต้องเป็นน้ำเปล่า หรือ pepsi max นะคะ ****

ควรมีช่วง promotion ให้ตัวเองด้วยคะ เช่น ลดครบ 10 กิโลกรัม รับไปเลย บูลเบอรี่ชีสเค้ก 1 ชิ้น อะไรแบบนี้ ไม่งั้น ตายแน่คะ มันต้องมีพักกันบ้าง เช่น 7 วัน พัก 1 มื้อ กินอะไรก็ได้ตามใจเรา อะไรแบบนี้อะคะ สู้ๆๆนะคะ อิอิอิ

ที่มา จากคุณ : sukritudom สมาชิกเว็บไซต์ pantip.com

ไอเดียสำหรับคนงบน้อย! รีวิว สร้างบ้านโครงเหล็ก หลังเล็ก ด้วยงบไม่เกิน 2 แสน

ไอเดียสำหรับคนงบน้อย! รีวิว สร้างบ้านโครงเหล็ก หลังเล็ก ด้วยงบไม่เกิน 2 แสน





ในทางสมุนไพรพอช่วยได้







      โดยให้เอา ต้นและใบของ “สาบเสือ” ไม่รวมราก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแห้ง นำไปคั่วไฟอ่อนๆ จนให้มีกลิ่นหอมโชยขึ้นจมูก ผึ่งให้เย็น ชงกับน้ำร้อนดื่มเป็นน้ำชา 3 เวลา เช้า กลางวัน และเย็น ครั้งละ 1 แก้ว ชงดื่มทุกวัน จะช่วยให้อาการของโรคไตขั้นแรกค่อยๆดีขึ้นหรืออาจหายได้







5 สูตรสมุนไพร..รักษาโรคเก๊าท์ ล้างกรดยูริก!!







สมุนไพรกินรักษาโรคเก๊าท์ เพื่อล้างกรดยูริก อาหารที่ควรงด อาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน กะปิ ชะอม กระถิน สะเดสมุนไพรกินรักษาโรคเก๊าท์ เพื่อล้างกรดยูริก อาหารที่ควรงด อาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน กะปิ ชะอม กระถิน สะเดา

สมุนไพรสูตร 1 : ใบรางจืด 5 ใบ + ใบเตย 5 ใบ ต้มน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน จะช่วยลดการเป็นเก๊าท์ – รูมาตอยด์ (สูตรนี้ลดหินปูนได้ดีที่สุด)

มะละกอดิบ
thaiselect.com

       สมุนไพรสูตร 2 : มะละกอดิบ 1 ลูก เอาเมล็ดออก (แต่ไม่ปลอกเปลือก) ล้างให้สะอาด หั่นเป็นทอนๆ ต้มน้ำ 3 ลิตร ดื่มทุกวันอาการปวดลดลงจนหาย





ยอดมะรุม

marumoil.com

       สมุนไพรสูตร 3 : ยอดมะรุมสดๆ 3 ยอด ต้มน้ำ 2 ลิตร ต้มน้ำดื่มทุกวัน ลดอาการเก๊าท์ได้

ใบยอ

     สมุนไพรสูตร 4 : ใบยอ 4 ใบ + มะตูมแห้ง 1 แว่นย่างไฟให้เหลือง นำมาต้มกับน้ำ 3 ขวด เคี่ยวให้เหลือ 2 ขวด ดื่มกินต่างน้ำทุกวันจนกว่าจะหาย

น้ำมะกรูด

ytimg.com

       สมุนไพรสุตร 5 : น้ำมะกรูด ผสมน้ำผึ้งนิดเดียว แล้วเอาน้ำอุ่นเติมใส่ไม่ต้องมาก หรือน้ำเย็น ผสมแล้วนำมาดื่ม ใช้เวลาประมาณเดือนครึ่ง ดื่มทุกวันช่วยได้ครับ





ใบย่านาง

tlcdn3.com

       อาหารที่ช่วยลดอาการเก๊าท์
       1.ใบมะรุม ลวกจิ้มน้ำพริก
       2.ลูกเดือยต้มกับข้าวเจ้า แบบข้าวต้ม ทานประจำ
       3.ใบรางจืด + ใบเตย ต้มน้ำดื่มประจำนะคะ
       4.ใบย่านางสดวันละ 10 ใบ





ขอขอบคุณเนื้อหาจาก:facebook.com:permalink

เผยสูตรลับ หญิงวัย 62 ปี รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยใบมะละกอสด







เป็นวิทยาทาน หญิงวัย 62 ปี รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยใบมะละกอสด

สตรีวัย 62 ปี ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ เนื่องจากสภาพหัวใจไม่เอื้ออำนวยคณะแพทย์จึงแนะนำให้ดื่มสารสกัดมะละกอชนิดเข้มข้น
 
Photo By ranchodelicioso.com
 




ครั้นเวลาผ่านไป 5 - 6 วัน อาการปวดของเธอบรรเทาลง 3 เดือนต่อมา อาการท้องอืดและอาการอาเจียนของเธอก็หยุดลง และเมื่อดื่มครบ 1 ปี เนื้องอกก็แทบไม่เหลือร่องรอยให้ตรวจพบอีกเลย

สำหรับการทำใบมะละกอสกัด ก็ไม่ยุ่งยากเพียงคัดใบมะละกอที่มีขนาดปานกลางไม่อ่อนและแก่เกินไปประมาณ 7 ใบนำมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปตากแห้งพอหมาดๆแล้วนำมาหั่น เป็นฝอยๆ 


Photo By papayaleaf.com





จากนั้นนำไปวางในกระทะแล้วเติมน้ำลงไปประมาณ 2 ลิตร ต้มให้เดือดโดยตั้งไฟอ่อนๆ ไม่ต้องปิดฝาต้มจนน้ำในกระทะเหลือเพียงครึ่งเดียว 

แล้วนำมากรองเอาน้ำใส่ขวดปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 3-4 วัน หากสีเริ่มขุ่นข้นแสดงว่าใช้ไม่ได้แล้ว ปริมาณการใช้ 3 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง จะดื่มโดยลำพัง หรือผสมน้ำผลไม้ก็ได้ 





Photo By www.nlm.nih.gov
 


บทความจาก...... นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี / แพทย์แผนไทย


ต้องลอง!! วิธีนวดฝ่าเท้า เลิกบุหรี่และลดไมเกรน ทำแล้วเห็นผลจริง…







หมอนวดเท้าแนะวิธีนวดกดจุดสำหรับคนอยากเลิกสูบบุหรี่ เผยเป็นศาสตร์ปรับสมดุลในร่างกาย ทำได้เองที่บ้าน นวดเพียง 5 ครั้งเริ่มเห็นผล กลับมาสูบอีกรู้สึกขม-เหม็นบุหรี่ เตรียมร่วมมือ รพ.รามาฯ เปิดให้บริการ

นายธนัท ดลอัมพรพิศุทธิ์ หมอนวดเท้า และประธานชมรมพัฒนาสุขภาพชุมชนเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ เปิดเผยว่า นวดเท้ากดจุดสามารถเลิกบุหรี่ได้โดยใช้ศาสตร์การนวดกดจุดสะท้อนเท้าที่เป็นศาสตร์ของจีน หรือที่เรียกอีกชื่อว่า แพทย์ทางเลือกช่วยเลิกบุหรี่ ที่สามารถทำเองได้ภายในครอบครัว การนวดจุดที่เท้าจะทำให้กระตุ้นการทำงานของจมูก ลำคอ ปอดและการรับรู้กลิ่น การนวดในตำแหน่งต่างๆ ที่เท้าจึงสามารถวินิจฉัยได้ว่า ส่วนใดของร่างกายเกิดความไม่สมดุล และจะไปปรับการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างน่าอัศจรรย์





นายธนัทกล่าวว่า การนำศาสตร์นี้มาประยุกต์ใช้กับผู้ต้องการเลิกบุหรี่นั้นเริ่มพิจารณาจากที่เราเห็นว่า สารนิโคติน เป็นสารหลักที่จะไปกระตุ้นการทำงานของสมองให้หลั่งสารเคมีออกมา เมื่อหลั่ง

สารเคมีออกมาแล้วจะทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่บ่อยๆ จะเห็นว่ามีความต้องการเพิ่มปริมาณสารนิโคตินมากขึ้นเรื่อยๆ พิษของบุหรี่จะเข้าไปทำลายอวัยวะต่างๆ ของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า การนวดช่วยกระตุ้นให้อวัยวะแข็งแรง เช่น ระบบการหายใจ ระบบการรับรู้กลิ่น เมื่อคนติดบุหรี่ได้รับการนวดประมาณ 5 ครั้ง เมื่อกลับมาสูบอีกครั้งจะมีรสชาติขมและสัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่

208

“เมื่อสูบบุหรี่แล้วมีรสขม ก็จะทำให้คนที่มีใจอยากเลิกบุหรี่ก็สามารถทำได้อย่างแน่นอน นอกจากจะทำให้เลิกบุหรี่ได้แล้วยังช่วยลดอาการเครียด นอนไม่หลับ ไมเกรน หรือผู้หญิงมีบุตรยากเพราะมีปัญหาทางระบบสืบพันธุ์ การนวดกดจุดสะท้อนเท้าจะไปกระตุ้นให้อวัยวะต่างๆ ที่สัมพันธ์กับร่างกายกลับมาทำงานได้ดี”

ประธานชมรมพัฒนาสุขภาพชุมชนฯ ระบุว่า จุดที่ควรนวดเลิกบุหรี่คือ

1.ด้านบนนิ้วโป้งที่ติดกับนิ้วชี้




2.อยู่ที่ปลายเท้าของทุกนิ้ว
3.โคนด้านในของนิ้วโป้งที่ติดกับนิ้วชี้
4.ในสี่เหลี่ยมด้านนอกทั้งบนและล่างของนิ้วโป้ง
5.ด้านข้างด้านในของนิ้วโป้งที่ติดกับนิ้วชี้
6.ด้านข้างด้านนอกของนิ้วโป้ง
7.บริเวณข้องอหรือข้อพับของนิ้วโป้ง
8.บริเวณเนินเนื้อใต้นิ้วทั้ง 4 นิ้ว
9.ระหว่างร่องนิ้วโป้งและร่องนิ้วชี้
10.ระหว่างร่องนิ้วโป้ง และร่องนิ้วชี้จะอยู่บริเวณโคนนิ้วโป้ง

นอกจากการนวดกดจุดไม่ใช่เพียงเพื่อช่วยเลิกบุหรี่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการฟื้นฟูสร้างเสริมสุขภาพหลังจากที่เลิกบุหรี่แล้วอีกด้วย





“จากการทดลองให้ผู้ติดบุหรี่ที่ยังไม่ต้องการเลิกบุหรี่กดจุดสะท้อนเท้า พบว่าเมื่อนวดเท้าไป 15 ครั้งทำให้ความอยากบุหรี่ลดน้อยลง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในการทดลองจะไม่บอกว่านี่คือวิธีการนวดเลิกบุหรี่ แต่เมื่อการนวดผ่านไปให้กลุ่มผู้ทดลองกรอกแบบสอบถาม ซึ่งส่วนใหญ่บอกว่าอาการอยากสูบบุหรี่ลดลง ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการนวดเลิกบุหรี่จำนวน 11 คน และมี 7 คนที่นวดกดจุดเพียง 10 ครั้ง ก็สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้เด็ดขาด” นายธนัทกล่าว และว่า เปิดให้บริการ ณ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล ในเร็วๆ นี้จะร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดี ในการจัดโครงการนวดเลิกบุหรี่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแพทย์ทางเลือกสำหรับผู้ต้องการเลิกบุหรี่.

ขอขอบคุณที่มา : kaijeaw.com/นวดฝ่าเท้า/